My Heritage 5. Apr 20

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 31: กว่าจะเป็นมรดกโลก (ว่าด้วยกระบวนการพิจารณา)

หลังจากบทความที่แล้วพาไปรู้จักจุดเริ่มต้นของอนุสัญญามรดกโลก และที่มาของคณะกรรมการฯ บทความนี้จะมาช่วยคลายข้อสงสัยว่าแล้วกระบวนการพิจารณาให้แหล่งมรดกแหล่งหนึ่งใดเป็นแหล่งมรดกของผู้คนทั้งโลกอย่างเป็นสากล มีอะไรบ้าง

หลักการพื้นฐานของการมีสิทธิ์เสนอชื่อเป็นมรดกโลก คือประเทศเจ้าของแหล่งมรดกนั้นๆ ต้องเป็นสมาชิกสหประชาชาติก่อน นั่นทำให้ประเทศจะได้สิทธิ์ในการเป็นรัฐภาคีที่ได้ลงนามในอนุสัญญามรดกโลก การลงนามในอนุสัญญาดังกล่าวมีนัยถึงการให้คำมั่นสัญญาว่าจะอนุรักษ์แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และธรรมชาติในดินแดนของตัวเองสืบไปชั่วลูกชั่วหลานนั่นเอง

การเข้าเป็นรัฐภาคี ทำให้คุณได้สิทธิ์ในการเสนอชื่อสถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่เห็นว่ามีคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากลให้คณะกรรมการพิจารณา และต่อจากนี้คือขั้นตอนสำคัญ

  • 1) รัฐภาคีคัดเลือกรายชื่อผู้ที่เสนอแหล่งมรดกโลก รายชื่อที่ได้รับการคัดเลือกจะถือว่าอยู่. ใน Tentative List ซึ่งมีสิทธิ์ในการรับพิจารณาต่อไป (ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่และนครพนมอยู่ในลิสต์นี้แล้ว)
  • 2) ศูนย์มรดกโลกของยูเนสโกจะทำการตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยของแบบฟอร์มการเสนอชื่อ จากนั้นจะส่งต่อไปยัง IUCN (สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ) และ ICOMOS  (สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ) เพื่อประเมินต่อไป
  • 3) ผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปยังสถานที่ที่ส่งเอกสาร เพื่อประเมินคุณค่าตามกรอบที่ประเทศนั้นๆ เสนอมา
  • 4) IUCN และ ICOMOS เขียนรายงานการประเมินผล
  • 5) ประเทศที่เป็นสมาชิกสถาบันมรดกโลก (World Heritage Bureau) ตรวจสอบการเสนอชื่อและการประเมิน แล้วจึงยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการต่อไป
  • 6) คณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 คน (จาก 21 ประเทศ) เป็นผู้ตัดสินขึ้นสุดท้ายว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่นั้นๆ เป็นมรดกโลกหรือไม่

เหล่านี้คือขั้นตอนของฝั่งคณะกรรมการพิจารณา ในส่วนของขั้นตอนของผู้ยื่นเสนอ ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันออกไป ทั้งการสำรวจและขับเน้นคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล การร่างเอกสารและข้อมูลอ้างอิงความโดดเด่นเป็นสากลของสถานที่นั้นๆ และที่สำคัญคือกระบวนการจัดการอนุรักษ์และพัฒนาสถานที่นั้นๆ ทั้งด้านการดูแลความปลอดภัย การเผยแพร่ความรู้ การรับมือกับการท่องเที่ยว และที่สำคัญคือกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งอย่างหลังถือเป็น ‘งานหนัก’ ของประเทศหลายประเทศที่มีเงื่อนไขทางสังคมแตกต่างกัน และนั่นทำให้หลายประเทศพลาดหวังกับการขึ้นทะเบียนมานักต่อนักแล้ว