My Heritage 31. Mar 20

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 30: ทำความรู้จักคณะกรรมการมรดกโลก

จากตอนที่แล้วที่เราพูดถึงการประชุมสามัญของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งเป็นการประชุมประจำปี สำหรับการประกาศผลการตัดสินว่าในปีนั้นๆ ได้มีแหล่งมรดกใดได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกบ้าง ซึ่งในบทความหลายๆ ตอนที่ผ่านมา เราได้อธิบายความสำคัญและกระบวนการคัดเลือกมรดกโลกโดยคณะกรรมการจากยูเนสโกไปแล้ว กระนั้นหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า แล้วคณะทำงานมรดกโลกเป็นใครกัน และมีสิทธิ์อะไรในการตัดสินว่าแหล่งใดเป็นหรือไม่เป็นมรดกโลก

พ้องไปกับการที่ประเทศไทยเพิ่งได้รับการโหวตให้เป็นคณะกรรมการมรดกโลกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในการประชุมสมัชชารัฐภาคีอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก สมัยที่ 22 (22nd General Assembly of the State Parties to the World Heritage Convention – WHC GA 22) ที่สำนักงานยูเนสโก เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าคณะกรรมการมรดกโลกสรรหามาจากไหนและมีหน้าที่อย่างไรบ้าง

เรื่องทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในปี1945 ภายหลังที่นานาประเทศตระหนักถึงผลกระทบอันร้ายแรงของสงคราม โดยเฉพาะกับสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศ มีความมุ่งหมายที่แถลงไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ความร่วมมือในกฎหมายระหว่างประเทศ ความมั่นคงระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ กระบวนการทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการบรรลุสันติภาพโลก นั่นเป็นที่มาขององค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations (UN)

การเกิดขึ้นของ UN ยังผลให้เกิดทบวงการชำนาญพิเศษ หรือหน่วยงานย่อยในนั้นที่เน้นการทำงานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ นั่นคือ United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization หรือยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1945 นั่นเอง

สำนักงานยูเนสโก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ยูเนสโกมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจร่วมกันระหว่างชาติต่างๆ ให้ยอมรับระบบ สังคมวัฒนธรรม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แนวคิด และผลงานทางศิลปะของกันและกัน การดำเนินงานของยูเนสโกนั้นจะปรากฏในรูปของการประชุมสมัยสามัญ ซึ่งมีทุก ๆ 2 ปี โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม จำนวน 58 คน ที่เลือกมาจากผู้แทนของประเทศสมาชิก กรรมการจะอยู่ในวาระ 4 ปี โดยจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการใหม่ครึ่งหนึ่งทุก 2 ปี ผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สูงสุดขององค์การ จะอยู่ในวาระ 6 ปี ทั้งนี้ยูเนสโกได้จัดให้มีสำนักงานส่วนภูมิภาคและสำนักงานย่อยประจำพื้นที่ เพื่อให้ยูเนสโกประสานงานกับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างใกล้ชิด แต่ละประเทศสมาชิกจะจัดให้มีสำนักผู้แทนถาวรประจำยูเนสโก และสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโกของประเทศนั้น ๆ เพื่อดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับขอบข่ายงานของยูเนสโกโดยเฉพาะ

ภายหลังที่คณะกรรมการยูเนสโกเห็นตรงกันว่าควรมีกระบวนการอนุรักษ์แหล่งประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่สำคัญทั่วโลกผ่านอนุสัญญามรดกโลก เพื่อการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกที่สำคัญให้เป็น ‘มรดกโลก’ โดยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1978 จึงมีการก่อตั้งคณะกรรมการคัดเลือกมรดกโลกขึ้น

คณะกรรมการมรดกโลก ประกอบด้วยผู้แทนรัฐภาคีอนุสัญญาฯ 21 ประเทศจากภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกที่ได้รับเลือกตั้ง (จากรัฐภาคีทั้งหมด 193 ประเทศ) โดยที่ประชุมสมัชชารัฐภาคี มีหน้าที่หลักในการพิจารณาอนุมัติคำขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปรับลดสถานะมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้วเป็นให้เป็นแหล่งในภาวะอันตราย และ/หรือ ถอดถอนสถานะมรดกโลกที่เสื่อมโทรมหรือได้รับความเสียหายรุนแรง พิจารณารายงานสถานภาพการอนุรักษ์มรดกโลก และบริหารจัดการเงินกองทุนมรดกโลก (World Heritage Fund) รวมถึงอนุมัติเงินสนับสนุนตามคำขอของรัฐภาคี

ทั้งนี้ประเทศไทยของเรา เคยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกมาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ วาระปี 1985-1995, วาระปี 1992-2003 และวาระปี 2009-2013 โดยในปี 1994 ประเทศไทยยังเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 18 ที่จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย

โดยการได้รับเลือกตั้งให้เข้าเป็นคณะกรรมการมรดกโลกอีกครั้งในวาระปี 2019-2021 โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ UNESCO เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน จึงเป็นครั้งที่ 4 ของการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาแหล่งมรดกโลกในห้วงเวลาอีก 2 ปีข้างหน้านี้

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะกรรมการมรดกโลกได้ที่ https://whc.unesco.org/en/committee/