My Heritage 25. Oct 19

แผนที่วัฒนธรรม สู่การเตรียมเมืองเพื่อมรดกโลก

หากพูดถึงคำว่ามรดกโลกเชื่อว่าหลายคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากๆ คล้ายว่าเราไม่สามารถมองเห็นมันเกิดขึ้นในบริบทของบ้านเราหรือเชียงใหม่ สาเหตุหนึ่งคือการที่เรามักเอาตัวเอง หรือ “เมืองเชียงใหม่” ไปเปรียบเทียบกับแหล่งมรดกโลกตามภาพความทรงจำหรือความหมายที่เราเข้าใจมายาวนาน หากเราย้อนความทรงจำไปในวัยเด็กผู้เขียนมั่นใจว่า เราทุกคนต้องรู้จักคำว่า ‘เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก’ ที่ถูกบรรจุในตำราเรียนซึ่งปลูกฝั่งภาพจำถึงมรดกที่แสดงความยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติโดยเฉพาะเรื่องขนาดไม่ว่าจะเป็น กำแพงเมืองจีน หรือ มหาพีระมิดแห่งกีซา…

ในความจริงแล้วมรดกโลกมิใช่หมายถึง สถานที่ หรือ แหล่ง ทางมรดกที่มีขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงสถานที่หรือแหล่งที่แสดงออกถึงคุณค่าที่ควรเก็บไว้เป็น ‘มรดก’ ของโลกอีกด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งที่หลายคนมองว่ามรดกโลกคือเรื่องที่เกิดขึ้นยากหรือเป็นไปได้ยากในบริบทของประเทศไทยนั้นก็คือ ขั้นตอนการยื่นเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียนที่มีความเข้มข้น หนักหน่วง หรือ จะพูดง่ายๆ ว่า “หิน” มาก ๆ นั้นเอง  

ผู้เขียนได้มีโอกาสประชุมหารือกับ ดร.อมรา ศรีสุชาติ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของกรมศิลปากร ซึ่งท่านได้อธิบายองค์ประกอบในการพิจารณาแหล่งมรดกโลกโดยการทอดความหมายของ UNESCO ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการพิจารณาและขึ้นทะเบียนว่า มรดกโลกที่จะได้รับพิจารณาจำเป็นจะต้องประกอบด้วย Culture ความมีวัฒนธรรม, Scientific หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และ Education การศึกษา โดย 3 องค์ประกอบนี้บ่งบอกถึงวิธีการและขั้นตอนในการพิจารณาแหล่งมรดกที่ต้องการข้อมูลและการศึกษาเชิงลึกเพื่อแสดงคุณค่าอันเป็นสากล (Universal Outstanding Value) หรือ OUV ของแหล่งที่ยืนเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยผ่านวิธีการต่าง ๆ ออกมานั้นเอง

หนึ่งในเครื่องมือที่ถือเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดให้ใช้ในการรวบรวมข้อมูลและศึกษาแหล่งมรดกนั้นก็คือ ‘การทำแผนที่ทางวัฒนธรรม’ หรือ Cultural Mapping ซึ่งถือเป็นเครื่องมือและเทคนิคสำคัญในประเมินเพื่อการอนุรักษ์รักษามรดกโลกทั้งในแบบรูปธรรม และ นามธรรม

วัฒนธรรมและประสบการณ์นั้นมีผลต่อการก่อรูปร่างของความเชื่อรวมไปถึงทิศทางในการศึกษา, สื่อกลาง, การท่องเที่ยว, การพัฒนาชุมชน, การวางแผน และ อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยและมีผลต่อการรับรู้ของผู้คนเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ โดยเฉพาะการให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของบุคคลและชุมชนที่สื่อความหมายของวัฒนธรรม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ‘แผนที่ทางวัฒนธรรม’ สามารถนำมาใช้ทั้งในเชิงการตีความหมายที่แท้จริงและเชิงอุปมาอุปมัย ที่นอกเหนือจากการทำแผนที่ แต่เป็นการรวบรวมทรัพยากรทางวัฒนธรรม (Cultural Resources) และข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเทคนิคต่าง ๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะฟังดูเป็นเรื่องยากสำหรับใครสักคนที่จะลุกขึ้นมาทำ ‘แผนที่วัฒนธรรม’

ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากจะอธิบายวิธีการด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่อยากเริ่มทำ ในพื้นที่ของตน

การทำแผนที่วัฒนธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และเรื่องยุ่งยากมากในเชิงวิธีการ หากแต่สิ่งที่แสดงออกถึงความเป็น ‘วัฒนธรรม’ นั้นตั้งหากที่มีความลึกซึ้งและซับซ้อน….ความเชี่ยวชาญด้านแผนที่นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับการจะทำแผนที่ทางวัฒนธรรมที่ดีๆ สักแผ่นหนึ่ง หากจะอธิบายให้ง่ายขึ้น การทำแผนที่ทางวัฒนธรรม อาจเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า ‘ในชุมชนของเรามีอะไร’ และ ‘สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนเรา มีคุณค่าด้านไหน อย่างไร’ ที่มีอยู่ในอดีตและปัจจุบัน โดยการแสดงข้อมูลจำเป็นจะต้องระบุตำแหน่งลงในแผนที่ ซึ่งเราสามารถทำได้ผ่านการระบุตำแหน่งด้วยดินสอ ปากกาสี ลงบนแผนที่หรือกระดาษ โดยอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมืออิเล็กทรอนิก

ประเภทข้อมูลแผนที่วัฒนธรรมสามารถแบ่งออกเป็น 2 หมวดหมู่ คือ

1. วัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น บ้านเก่า, ตลาด, พื้นที่สีเขียว และ แหล่งช่างฝีมือ
2. วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น แหล่งความเชื่อ, แหล่งภูมิปัญญา และ แหล่งประเพณี (ประเพณี 12 เดือนล้านนา ที่จัดขึ้นในชุมชน)

ประโยชน์ของการทำ ‘แผนที่วัฒนธรรม’ ในระดับชุมชน ถือเป็นการเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ให้เป็นระเบียบในเชิงประจักษ์  

นอกจากนี้การทำแผนที่วัฒนธรรมในระดับชุมชนยังเป็นการรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์โดยผ่านการสอบถามและเล่าเรื่องจากคนในชุมชน ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนที่แสดงออกถึงการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาต่อเนื่องไปถึงอนาคต ส่วน ในระดับเมือง การทำแผนที่วัฒนธรรมถูกใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล สถานการณ์ของเมือง ณ ปัจจุบัน เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเมือง และ พัฒนาการของเมือง ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อแนวทางการพัฒนาเมืองที่จะเกิดขึ้น และยังเป็นฐานข้อมูลที่สามารถนำไปสู่การเตรียมเมืองสู่มรดกโลกอีกด้วย

กระแสการตื่นตัวเรื่องมรดกโลกก็ทำให้ผู้คนในเมืองเริ่มเรียนรู้และเข้าใจความเป็นเชียงใหม่ กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกโลก และเรื่องราวขอเมืองเชียงใหม่  

ท้ายที่สุดเชียงใหม่จะเป็นเมืองมรดกโลกหรือไม่ก็ตาม แต่การศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการทำแผนที่ทางวัฒนธรรม จะสามารถช่วยให้เชียงใหม่มีฐานข้อมูลที่เป็นระบบและระเบียบมากขึ้น และสามารถเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

เรื่อง: อจิรภาส์ ประดิษฐ์ 
ภาพ: chiangmaiworlheritage.net