My Heritage 13. Mar 20

คำถามที่พบบ่อย: ก่อนจะไปเสนอมรดกโลก เราต้องทำอย่างไรบ้าง?

บนเวทีการนำเสนอข้อมูลการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก คณะทำงานขับเคลื่อนฯ มีโอกาสได้ตอบข้อสงสัยของชาวเชียงใหม่เกี่ยวกับรายละเอียดการขอขึ้นทะเบียน และเราได้คัดสรรคำถามที่พบบ่อยมาตอบกันผ่านช่องทางนี้ หนึ่งในคำถามที่สำคัญที่ชาวเชียงใหม่ถามกันมากที่สุดก็คือ การจะเป็นมรดกโลก เราต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง กล่าวคือ เราจะทำอย่างไรให้ได้เป็นมรดกโลก?

สามารถ สุวรรณรัตน์ นักวิจัยของโครงการขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ซึ่งร่วมขับเคี่ยวกับคณะทำงานฯ มาตลอด 4 ปี ได้เป็นผู้ตอบคำถาม ดังนี้

“ถ้าเรามองจากตัวแผนที่เราจะเห็นว่าพื้นที่ของแหล่งมรดกและแหล่งพื้นที่กันชนครอบคลุมพื้นที่ ทั้งเขตเทศบาลและเขตดอยสุเทพ แล้วก็มีหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เป็นผู้มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลรักษาหลายภาคส่วน ซึ่งทุกคนต่างรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและภาคภูมิใจกับมรดกที่ตนเองดูแลอยู่ เราจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้แผนการจัดการนี้เข้าไปเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ทุกคนจะลุกขึ้นมาพร้อมใจกันดูแล 

ในปี พ.ศ. 2558 ภายหลังจากที่เชียงใหม่ได้รับการบรรจุในรายชื่อ Tentative List เป็นปีที่เราอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมจัดประชุมระดมความคิดเห็น และจัดอีกครังในปี 2559 ซึ่งก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีที่เชียงใหม่เริ่มต้นพูดเรื่องมรดกโลกในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น ไม่ใช่การมองมรดกโลกเป็น Dead Monument หรือว่าโบราณสถานที่ไม่มีคนอยู่อาศัย แต่ว่ามองในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ซึ่งตรงกับแนวคิดที่เมืองเชียงใหม่จะมุ่งหน้าไป


พอปี 2560 ก็จัดประชุมประชาพิจารณ์อีกครั้งโดยเชิญหน่วยงานองค์กรภาครัฐและเอกชนมาร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อขมวดประเด็นลงมาสู่เรื่องของการจัดการแหล่งมรดก จนได้แนวคิดและเริ่มนำเสนอพื้นที่ขอบเขต รวมถึงคัดกรองแหล่งมรดกเพื่อดูว่าแหล่งใดตรงกับเกณฑ์ของยูเนสโกมากที่สุด อันเป็นที่มาของปี 2561 ซึ่งเราจัดการประชุมนานาชาติ หรือ International Forum เชิญผู้รู้และนักวิชาการด้านมรดกโลกจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูล จากนั้นเราก็สามารถกำหนดกรอบแนวคิด 5 เรื่องของแผนการจัดการ ได้แก่

1) แผนการสร้างความเข้มแข็งชุมชน
2) แผนการจัดการเพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
3) แผนการจัดการโครงสร้างพื้นฐานและการป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามและภัยพิบัติ
4) แผนการจัดการการท่องเที่ยวและผู้มาเยือน
5) การส่งเสริมศักยภาพผู้คนและหน่วยงานรับผิดชอบงานปกปักรักษาแหล่งมรดกในเมืองประวัติศาสตร์

เหล่านี้คือ 5 แผนหลัก ซึ่งในแผนการจัดการหลักเรายังแบ่งออกเป็นแผนย่อยๆ อีกร่วม 30 แผน แต่เผื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานอย่างรวดเร็ว ดังนั้นล่าสุดเราจึงเสนอแผนเร่งด่วนในระยะ 3 ปี คือปี 2564-2566 ซึ่งตัวแผนการจัดการนี้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย หากขาดความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างเช่นวันนี้ที่เรามีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ของทั้ง 17 องค์กร นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามจะสื่อสารออกไปว่า ความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เราเดินหน้าสู่การเป็นมรดกโลกได้นั้น คือการที่ทุกคนซาบซึ้งและรู้สึกว่าตัวเองเจ้าของแหล่งมรดก รวมถึงร่วมมือร่วมใจกันเพื่อสร้างแผนการจัดการแหล่งมรดกของพวกเราทุกคน นี่คือหัวใจสำคัญของแผนการจัดการ ซึ่งยังต้องช่วยกันพัฒนาและก้าวต่อไปครับ” สามารถ กล่าว