My Chiangmai 4. Dec 19

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 15:

ระดมความคิดเห็นจากชุมชนครั้งแรก

-พ.ศ. 2559-

ดังที่เราเน้นย้ำเสมอมา หัวใจสำคัญการขอขึ้นทะเบียนเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก คือกระบวนการการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งคณะทำงานของเราได้ลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างกระบวนการให้ชาวเชียงใหม่ได้เข้ามากำหนดทิศทางการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองของเราอยู่เสมอ เวทีระดมความคิดเห็นการผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก ครั้งที่ 1 ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2559 ถือว่าเป็นครั้งแรกที่คณะทำงานฯ ได้แลกเปลี่ยนกับชาวเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งตอบข้อซักถาม และรับฟังข้อเสนอแนะอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้บนเวทีการประชุม ยังเปิดให้ผู้ชมร่วมกันแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับ ‘สิ่งที่ควรค่า’ ในเมืองเชียงใหม่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่คณะทำงานขับเคลื่อนฯ ได้พิจารณาไว้ อาท

1.อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ระบบความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิต ซึ่งยังเชื่อมโยงถึงการสร้างเมืองและการวางผังเมือง

2.ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าเจ็ดร้อยปีของอาณาจักรล้านนาที่ส่งผ่านสู่เมืองเชียงใหม่

3.สถาปัตยกรรมเก่าแก่คู่เมือง อาทิ คูเมือง กำแพงเมืองเก่า ระบบชลประทาน และโดยเฉพาะกับวัดวาอารามที่เป็นต้นแบบของศิลปกรรมล้านนา รวมถึงยังเป็นสิ่งสะท้อนการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมจากภูมิภาคต่างๆ อย่างลงตัว

4.วิถีชุมชนดั้งเดิม รวมถึงชุมชนของสล่าหัตถกรรมอันหลากหลายที่ตั้งอยู่ทั่วเมือง

5.รูปแบบการเกษตรโบราณ รวมถึงภูมิปัญญาการจัดการน้ำ ทั้งจากเส้นทางชลประทานที่ไหลจากดอยสุเทพ คูเมือง คลองแม่ข่า ไปจนถึงระบบการจัดการเหมืองฝายในแม่น้ำปิงิ

ทั้งนี้จากการระดมความคิดเห็น ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ ‘เห็นด้วย’ กับการขอขึ้นทะเบียน หากก็มีข้อเสนอปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปอย่างน่าสนใจ อาทิ การขอให้รวมวัดพระธาตุดอยคำที่มีอายุเก่าแก่กว่าอาณาจักรล้านนาเข้าไปอยู่ในลิสต์การขอขึ้นทะเบียนด้วย, การรวมพื้นที่ลุ่มน้ำปิงและภูมิปัญญาเหมืองฝายเข้าไปอยู่ในเขตขอขึ้นทะเบียน เนื่องจากแม่น้ำปิงมีบทบาทในฐานะเส้นทางคมนาคมสำคัญของภาคเหนือ หรือการรวมเอาจังหวัดในเครือข่ายอาณาจักรล้านนาเดิมขึ้นทะเบียนร่วม อาทิ แพร่, น่าน, ลำพูน และลำปาง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลของผู้เข้าร่วมงานอีกหลายประเด็น อาทิ หากเมืองเชียงใหม่ได้ขึ้นทะเบียน พื้นที่ในเมืองจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเปลี่ยนวิถีดั้งเดิมของผู้คนในเมือง หรือราคาที่ดินในเขตมรดกที่สูงขึ้น จะทำให้ผู้คนที่อยู่ในชุมชนเก่าก่อนไม่สามารถอยู่ได้ เป็นต้น

ซึ่งคณะทำงานก็ได้ยืนยันว่าการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่ หาได้เป็นการขับเคลื่อนจากนโยบายของภาครัฐเพียงมุมเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ชุมชน สถาบันการศึกษา และศาสนา รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเมืองในอนาคต

นี่เป็นการพบปะกันครั้งแรกของพวกเรากับชาวเชียงใหม่ ซึ่งถือว่าได้รับเสียงตอบรับที่ชื่นมื่น และเป็นแนวโน้มที่ดีในการขับเคลื่อนต่อไป