My Chiangmai 13. Mar 18

เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม 4.0 ?

สรุปการประชุมการจัดทำแผนเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาเชียงใหม่เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม 4.0

ช่วงหลังๆ เราอาจได้ยินคำว่า 4.0 ไปต่อท้ายคำศัพท์กันบ่อยๆ อย่างเห็นได้ชัดคือนโยบายของภาครัฐ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ที่เน้นการผลักดันเศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ต่อยอดมาจากสังคม 1.0 (เกษตรกรรม) 2.0 (อุตสาหกรรมเบา) และ 3.0 (อุตสาหกรรมหนัก) ตามลำดับ ระบบเศรษฐกิจยุค 4.0 ยังครอบคลุมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในรายได้หลักของประเทศ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมอันดับต้นๆ อย่าง เชียงใหม่ คำถามที่น่าสนใจจึงอยู่ตรงที่ขณะที่กระแสการท่องเที่ยวแบบเน้นปริมานและความรวดเร็วจากประเทศจีนกำลังพัดเข้ามายังเมืองเชียงใหม่ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นทางชุมชนและวัฒนธรรมดั้งเดิม เชียงใหม่เราจะอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวยุค 4.0 นี้

ด้วยเล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัดตลอดทศวรรษที่ผ่านมาและคำถามถึงจุดยืนของเชียงใหม่ ภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐจากสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ และคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงจัดกิจกรรมประชุมระดมความคิดเห็น ‘การจัดทำแผนเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาเชียงใหม่เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม 4.0’ ณ ห้องดอยหลวง ชั้น 2 โรงแรมแคนทารี่ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อชวนชาวเชียงใหม่ร่วมกันระดมความคิดเพื่อจะตอบคำถามดังกล่าว

การเสวนาแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงเช้าเป็นการบรรยายจากหน่วยงานที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเป็นการระดมความคิดเห็นจากตัวแทนของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ เริ่มต้นจาก รศ.ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและอธิบายความเป็นมาของโครงการ

“หัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมคือการที่ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น จัดการ และสร้างสรรค์รูปแบบการท่องเที่ยว นั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องมาแลกเปลี่ยนกันในวันนี้และวันต่อๆ ไปข้างหน้า อยากให้ทุกท่านมาช่วยกันมองกันว่าเมืองของเราจะมีแนวทางในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าต่อไปอย่างไรในอนาคต เราจะวางแผนให้กับเมืองของเราทั้งในด้านการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนต่อไปอย่างไร” รศ.ดร.วรลัญจก์ กล่าว

จากนั้นศาสตราจารย์ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะมาบรรยายเรื่อง ‘Thai Tourism 4.0: เชียงใหม่อยู่ตรงไหน’ โดยนำเสนอสถิติและดัชนีแสดงขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศเปรียบเทียบระหว่างเชียงใหม่กับจังหวัดท่องเที่ยวแห่งอื่นๆ พร้อมกับชี้ให้เห็นว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ขณะเดียวกันก็ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และมีศักยภาพในการรับมือกับนักท่องเที่ยวที่ ‘ยังพอจะรับไหว’ กระนั้นปัจจัยยังปัญหาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะหมอกควันในช่วงฤดูแล้งก็ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการท่องเที่ยวสูง (เชียงใหม่ติดอันดับที่ 76 ของประเทศในดัชนีประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อม อันดับที่ 51 ในด้านความปลอดภัย และอันดับที่ 20 ในด้านสุขอนามัย)

ขณะที่ในภาพรวมของเศรษฐกิจ ถือว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของไทยจากยุคอุตสาหกรรมสู่การท่องเที่ยวและนวัตกรรม มีการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวมากกว่าในภาคอุตสาหกรรม 14% และมีตัวเลข GDP สูงกว่าภาคเกษตรกรรมถึง 16% โดยในปี 2559 เชียงใหม่มีสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 38.29% (822,454 ล้านบาท) ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในประเทศ ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ก้าวกระโดดไม่หยุดเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพลิกโฉมโครงสร้างการท่องเที่ยวบ้านเราอย่างแท้จริง

“คาดการณ์กันว่าในปี 2030 ประเทศจีนจะมีชนชั้นกลางที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมากถึง 300 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสหรัฐอเมริกา และเป็นประเทศที่มีประชากรที่มีพาสปอร์ตมากที่สุดในโลก” ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ กล่าว

ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขสถิติของผู้อำนวยการกลุ่มฐานข้อมูลการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เบญจรัตน์ มรรยาทอ่อน ที่นำสถิติการท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่มาชี้แจง ก่อนจะให้ข้อเสนอว่าท่ามกลางคลื่นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดย่อมไม่เพียงจะส่งผลดีในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หากในทางกลับกันคลื่นดังกล่าวก็ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในเชียงใหม่เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการที่ภาคเอกชนและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกันในการกำหนดกรอบนโยบาย ข้อตกลง รวมทั้งการพัฒนาสาธารณูปโภคขึ้นมารองรับปริมานนักท่องเที่ยวดังกล่าวอย่างมีคุณภาพ

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงของการอภิปรายในหัวข้อ ‘การออกแบบและการจัดการภูมิทัศน์เมืองเชียงใหม่ รูปธรรมที่สอดคล้องกับเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม’ โดยมีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ ไพรัช โตวิวัฒน์ ผู้อำนวยการบริษัทเชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม (CSE), ดร.โชคอนันต์ วาณิชย์เลิศธนาสาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และอรช บุญหลง จากกลุ่มออร์แกนิกเพื่อสังคมและการจัดการสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม

ดร.โชคอนันต์ ชวนให้มองถึงภูมิทัศน์ของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน และชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วมีส่วนทำให้คุณค่าหรือจิตวิญญาณความเป็นชุมชนและท้องถิ่นกำลังจะหายไป เพราะสิ่งนี้แม้เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองด้วยตาเปล่าเห็น หากเป็นเสน่ห์ที่สำคัญที่ทำให้เมืองเชียงใหม่โดดเด่น ด้วยเหตุนั้นทางแก้ไขก็คือการจัดการที่ทำให้ทุกภาคส่วนรับรู้ในคุณค่าทางนามธรรมของพื้นที่เท่าเทียมกัน ในขณะเดียวกันการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มารองรับการประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมและวิถีชุมชนก็สามารถเพิ่มมูลค่าของการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในแง่ของเทคโนโลยี เชียงใหม่นี่เป็นสมาร์ทซิตี้แล้วนะครับ เรามีพร้อมหมดแล้ว เราทำธุรกรรมการค้าในอากาศได้หมด แต่ปัญหาคือสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างระบบขนส่งมวลชนและนโยบายอื่นๆ ของภาครัฐซึ่งถามว่ามันสามารถรองรับกับความเปลี่ยนแปลงได้ทันกันจริงไหม เราจะทำให้ตรงนี้ทันไปกับเทคโนโลยีได้อย่างไร และเราจะใช้เทคโนโลยีต่อยอดต้นทุนทางศิลปวัฒนธรรมที่แข็งแรงอยู่แล้วของเราได้อย่างไร”

จากนั้น ไพรัช โตวิวัฒน์ แนะนำบริษัทเชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด (CSE) บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มนักธุรกิจท้องถิ่นของเมือง ซึ่งล่าสุดได้จัดทำโครงการเครือข่ายรถไฟฟ้าชมเมืองในรูปแบบของ hop on, hop off (ซื้อบัตรหนึ่งครั้ง ผู้โดยสารจะขึ้น-ลงรถกี่ครั้งก็ได้) โดยมีสถานีกระจายตัวอยู่ภายในพื้นที่เมืองเก่า 16 สถานี เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศประวัติศาสตร์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งมลภาวะทางอากาศและเสียง นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกในการเดินทางสำหรับชาวชุมชนเชียงใหม่ด้วย

“ผมมองว่านี่ไม่ใช่การสร้างทางเลือกของเครือข่ายขนส่งมวลชนขนาดย่อมอย่างเดียว แต่การตั้งสถานีขึ้น-ลงรถตามจุดต่างๆ ของเมือง ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นตามเส้นทางและสถานีรถไฟฟ้า ด้วยรูปแบบการซื้อตั๋วโดยสารผ่าน application ยังทำให้ผู้ถือตั๋วโดยสารสามารถรับส่วนลดหรือโปรโมชั่นต่างๆ จากร้านค้าที่ร่วมกันกับเรา เป็นการส่งเสริมการขายและให้สิทธิพิเศษแก่ผู้โดยสารไปในตัว” ไพรัชกล่าว ก่อนจะเสริมว่านอกจากนี้การช่วยกันส่งเสริมวัฒนธรรมเดินเท้าในพื้นที่เมืองเก่า ผ่านการพัฒนาสาธารณูปโภค การตบแต่งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว รวมทั้งสตรีทอาร์ท และการส่งเสริมประเพณีชุมชนอื่นๆ เป็นเครื่องมือที่ทำให้เมืองเก่ามีชีวิตชีวาทั้งในด้านกายภาพและบรรยากาศ ซึ่งนี่คือเสน่ห์ที่แท้จริงของการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่

อรช บุญหลง กล่าวเสริมในประเด็นการทำให้เมืองเก่ามีชีวิตชีวาของไพรัชว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้คนในชุมชนมองเห็นคุณค่าของเมืองร่วมกัน… “การจะทำให้ผู้คนตระหนักในคุณค่าของเมือง เราจำเป็นต้องให้เขาเห็นถึงเมืองที่แท้จริงก่อน สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้คนในชุมชนมีความสุขกับการอาศัยอยู่ในเมือง เพราะถ้าผู้คนในเมืองมีความสุข ผู้มาเยือนหรือนักท่องเที่ยวก็จะมีความสุข”

อรชกล่าวต่ออีกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองคือปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมือง และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการในเมืองด้วย นอกจากนี้ยังชี้ว่าทางเลือกในอาหารการกินที่มีคุณภาพ ยังเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้ามาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางอาหารออร์แกนิกที่เป็นผลิตผลของเกษตรกรรมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุดเครือข่ายออร์แกนิกเพื่อสังคมก็ได้ร่วมกับร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำทั่วเมืองเพื่อส่งเสริมการใช้ผักพื้นบ้านปลอดสารพิษมาเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูต่างๆ  ถือเป็นอีกวิธีในการยกระดับอาหารพื้นเมืองของบ้านเรา ทั้งในเชิงคุณภาพ สไตล์ และความคิดสร้างสรรค์

เวทีในช่วงบ่ายเป็นการระดมความคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยภาคประชาชนที่มาร่วมประชุม แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประชาชนที่ทำงานด้านวัฒนธรรม กลุ่มพัฒนาเมือง และกลุ่มชุมชน มี ดร.ณัฐสิทธิ์ ศรีนุรักษ์ จากสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการ

จากการระดมความคิดเห็นพบว่าแต่ละกลุ่มมีมุมมองในการพัฒนาเมืองเพื่อรองรับการท่องเที่ยวคล้ายคลึงกัน หากแตกต่างไปในรายละเอียดของวิชาชีพหรือความสนใจที่แต่ละกลุ่มสังกัดอยู่ เช่น กลุ่มชุมชนที่มองเห็นถึงการรักษาวิถีชุมชนแบบดั้งเดิมเป็นสำคัญ และอยากให้มีการเข้มงวดกับการควบคุมการก่อสร้างในย่านเมืองเก่า การรักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจำกัดรถบัสขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองเก่า เป็นต้น

ขณะที่กลุ่มวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับการรับรู้วัฒนธรรมของกันและกัน กล่าวคือการทำความเข้าใจนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีน ขณะเดียวกันก็รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวมีความเข้าใจในวิถีชุมชนด้วย กล่าวคือการ tune การท่องเที่ยวกับชุมชนด้วยความเข้าใจเป็นหนทางในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมเชิงลึกและสุนทรียะ ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยว พร้อมไปกับการจัดการด้านกายภาพของเมือง ทั้งความสะอาดของพื้นที่สาธารณะ การจัดการสตรีทอาร์ทและศิลปะร่วมสมัย การรณรงค์ให้วัดเก่าแก่ในเมืองร่วมกับชุมชนรอบๆ เปิดพื้นที่รองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้มากขึ้น เป็นต้น

และสุดท้ายกลุ่มพัฒนาเมืองให้ความสำคัญกับกายภาพเมืองเป็นหลัก โดยเห็นถึงการพัฒนาสิ่งแวดล้อม บุคคลากรในเมือง และการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ ก่อนจะแนะนำให้มีการสร้าง platform กลาง อาทิ คณะกรรมการของเมืองที่มีอำนาจบังคับตามกฎหมาย platform นี้จะให้ผู้คนในภาคส่วนต่างๆ นำความคิดและปัญหามาร่วมแบ่งปันกันและหาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน กล่าวคือเป็นการสร้างศูนย์กลางการแก้ปัญหาจากท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยมองว่าหากการพัฒนา 3 สิ่งข้างต้นเกิดขึ้นได้จริง สิ่งนี้จะเป็นฐานอันแข็งแรงรองรับการท่องเที่ยว ทั้งยังสร้างคุณภาพทางการท่องเที่ยว และป้องกันการผูกขาดของกลุ่มทุนต่างชาติที่เริ่มเข้ามามีบทบาทค่อนข้างมากในเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน  

และทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของการประชุมระดมความคิดเห็นโดยภาคประชาชน นักวิชาการ และภาครัฐ เพื่อร่วมกันออกแบบการท่องเที่ยวในยุค 4.0 อย่างยั่งยืน ครั้งที่ 1 ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญๆ และน่าสนใจ ผู้เขียนจะขอนำมาขยายความในโอกาสต่อไป

::ขอขอบคุณภาพทั้งหมดจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่::