My Chiangmai 7. Jul 18

สุญญากาศของการอนุรักษ์ในกรุงเทพฯ

ทำไมคณะกรรมการเมืองเก่า เชียงใหม่จึงสำคัญ? แนวทางการเปิดให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลมรดกทางประวัติศาสตร์รอบตัว

จากข่าวที่ว่ากรุงเทพมหานครมีแผนจะปรับปรุงภูมิทัศน์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หากเมื่อสืบเสาะถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง กลับไม่พบหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ เรื่องที่น่าประหลาดใจนี้ไม่หยุดอยู่เพียงแค่แลนด์มาร์คกลางเมืองแห่งเดียว แต่ยังรวมถึงอนุสาวรีย์และโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากรอีกเกือบ 50 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ที่ไม่มีใครรับผิดชอบโดยตรง กล่าวคือเมื่อไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ การจะปรับปรุงหรือบูรณะสถานที่นั้นๆ จึงต้องชะงักค้างอย่างเต็มไปด้วยข้อสงสัย

แลนด์มาร์คและโบราณสถานสำคัญๆ ดังกล่าวยังรวมไปถึง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พระบรมราชานุสาวรีย์เกือบทั้งหมด กำแพงและประตูเมืองเก่า สะพานข้ามคลอง ซึ่งบางแห่งได้รับการก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5


ข่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อนายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) รับหน้าที่เป็นประธานประชุมการปรับปรุงพัฒนาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เขตราชเทวี ซึ่งมีแผนจะปรับปรุงภูมิทัศน์รอบอนุสาวรีย์ฯ อาทิ พัฒนาเป็นทางเดินหรืออุโมงค์ให้ประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่ได้ หากเมื่อสำนักงานผังเมืองประสานไปยังกรมธนารักษ์ กลับพบว่าหลังจากมีการก่อสร้างโบราณสถานนั้นๆ (ในแต่ละยุคสมัย) แล้วเสร็จ กลับไม่มีการมอบหน้าที่ให้หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดดูแล มีเพียงทางกรุงเทพมหานครที่มีหน้าที่ทำความสะอาดตามหน้าที่ทั่วไป (ข่าวอ้างอิงจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รายงานว่าหลังจากนี้ จะมีการดำเนินการตามระเบียบบริหารของ กทม. ในการโยกย้ายโบราณสถานที่ไม่มีเจ้าของให้มาอยู่ในการดูแลของสำนักผังเมืองเพื่อการทำนุบำรุงต่อไป อ่านเพิ่มเติมhttps://www.posttoday.com/social/general/556374)

ข่าวนี้ทำให้ผมย้อนคิดถึงวิหารวัดดอนสัก ในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เพิ่งมีโอกาสไปเยี่ยมชมมา วิหารวัดดอนสักมีสถาปัตยกรรมเชียงแสนผสมผสานกับสุโขทัย หากมีประตูไม้สักจำหลักโบราณสมัยอยุธยา ซึ่งมีลวดลายงดงามในระดับที่ควรค่าแก่การเดินทางมาเยี่ยมชมให้ได้สักครั้งในชีวิต วัดดอนสักได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานจากกรมศิลปากร แต่ก่อนเจ้าอาวาสท่านเปิดประตูวิหารให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม หากด้วยขาดเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างทั่วถึง ไม่นานก็มีนักท่องเที่ยวคิดชั่วแอบขโมยพระพุทธรูป โบราณวัตถุ หรือกระทั่งเงินบริจาคภายในวิหารไป สุดท้ายเมื่อไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ท่านเจ้าอาวาสจึงจำเป็นต้องปิดประตูวิหารถาวร ไม่อนุญาตให้ใครเข้าชมศิลปะภายใน เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง


ภาพจาก Facebook: Check-In Lablae เช็คอินลับแล

ย้อนกลับมาที่เชียงใหม่ หลายคนอาจจะคุ้นตากับโบราณสถานจำพวกวัดหรือเจดีย์ร้างนับสิบแห่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ซึ่งหลายแห่งก็ถูกรุกล้ำโดยอาคารพักอาศัยของชาวบ้าน มิพักเอ่ยถึงแนวกำแพงเมืองเก่าชั้นนอก โดยเฉพาะบริเวณประตูหายยาเดิม ซึ่งยังคงปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีให้เห็นอย่างเด่นชัด แต่กลับถูกรุกล้ำโดยเพิงพักอาศัยของชาวบ้านจนคล้ายกับมีหมู่บ้านมาสร้างทับอย่างถาวร ทัศนียภาพที่ไม่น่ามองเหล่านี้ยิ่งย้ำภาพให้เราเห็นทั้งภาพของภาครัฐที่ขาดผู้รับผิดชอบโดยตรง และภาคประชาชนที่มองไม่เห็นคุณค่าของโบราณสถานเหล่านี้ และเป็นตัวการหนึ่งในการทำลายโบราณสถานนั้นๆ ไป

แน่นอนที่ว่ากรมศิลปากรมีหน้าที่หลักในการดูแลโบราณสถานนั้นๆ แต่หลายคนอาจทราบว่าปัญหาที่สำคัญของกรมศิลปากร นอกเหนือจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่มาดูแลอย่างครอบคลุม ก็คือขอบเขตในการอนุรักษ์ ซึ่งพื้นที่หลายแห่งกรมศิลปากรมีอำนาจอยู่แค่เพียงบริเวณโบราณสถานอย่างเดียว ไม่สามารถดูแลพื้นที่แวดล้อมโบราณสถานได้ นั่นทำให้คนเชียงใหม่คุ้นชินกับทัศนียภาพที่เห็นราวตากผ้าของชาวบ้านมาวางอยู่เคียงข้างเจดีย์โบราณ เป็นอาทิ ต่อไป


ทั้งการขาดงบประมาณหรือกำลังคนมาดูแลโบราณสถานและขอบเขตอันไม่ครอบคลุมอำนาจโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ เมื่อผู้เขียนสืบค้นลงไป ก็พบว่าในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ก็ประสบปัญหาแบบเดียวกัน หากนานาประเทศเหล่านั้น ก็ล้วนออกแบบเครื่องมือในการดูแลพื้นที่เพื่อความยั่งยืน โดยอาศัย ‘ชาวบ้าน’ ที่อยู่ในพื้นที่เป็นตัวจักรสำคัญ เช่น ในประเทศอังกฤษที่ริเริ่ม English Heritage ซึ่งเป็นองค์การอิสระของรัฐบาลที่ไม่ขึ้นต่อกระทรวงใด โดยมีวัตถุประสงค์อย่างกว้างๆ ในการบริหารสิ่งแวดล้อมที่ก่อสร้างขึ้นในประวัติศาสตร์ในอังกฤษ เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนโดยทุนของภาครัฐ แต่ก็เปิดให้ประชาชนในหลายพื้นที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรในพื้นที่ของตัวเอง และนำรายได้จากการท่องเที่ยวมาขับเคลื่อนร่วมไปอีกทางหนึ่ง

หรือองค์กรอย่าง National Trust หรือองค์การอนุรักษ์แห่งชาติ ที่มีทั้งในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล โดยก่อตั้งขึ้นเพื่อปกป้องดูแลธรรมชาติ บ้านเก่า โบราณสถาน หรืออสังหาริมทรัพย์เก่าแก่ที่มีเจ้าของ ซึ่งหากเจ้าของไม่อยากดูแลต่อแล้ว ก็บริจาคให้องค์กรนี้ดูแล องค์กรนี้ก็ดูแลโดยการหมุนเวียนงบประมาณที่ได้จากค่าสมัครสมาชิก (สมาชิกของ National Trust จะไม่ต้องเสียค่าเข้าชมโบราณสถานต่างๆ) เงินบริจาค ตั๋วค่าเข้าชม การขายของที่ระลึก และกิจกรรมอื่นๆ ที่จัดตั้งขึ้น วิธีการนี้ทำให้สมาชิกรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของโบราณสถานร่วมกัน แถมยังมีความยั่งยืนจากเม็ดเงินที่นำมาหมุนเวียนบริหารอีกด้วย

แม้เชียงใหม่เรายังไม่ไปถึงขั้นนั้น แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่ว่าล่าสุดเครือข่ายภาคประชาชนของเชียงใหม่เรา ก็เริ่มขยับขยายประสานความร่วมมือในการผลักดันให้เกิดคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานรอบด้านไม่เฉพาะด้านการอนุรักษ์ แต่ยังรวมถึงสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และชมรมต่างๆ โดยตั้งเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจทางกฎหมายในการส่งตัวแทนประชาชน (รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ) ร่วมทำงานกับภาครัฐในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สาธารณะภายในเมือง ซึ่งยังรวมถึงมีอำนาจในการคัดค้านโครงการบางโครงการที่มีผลกระทบต่อโบราณสถานหรือสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เป็นต้น

ปัจจุบันได้มีการประชุมตัวแทนเครือข่ายชาวบ้านโดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ไปด้วยกัน 4 ครั้ง และอยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้างการทำงาน และกระบวนการทำงานร่วมกันกับภาครัฐ

ครับ หากเป็นเช่นนี้ ผลดีต่อไป ไม่เพียงแต่อำนาจในการบริหารจัดการร่วมของภาคประชาชน แต่ยังเป็นการปูพื้นฐานที่ดีที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์มีจิตสำนึกร่วมในการดูแลพื้นที่รอบๆ บ้านของเขาให้น่าอยู่ ด้วยความคิดที่ว่าเมืองเชียงใหม่เป็นบ้านของเขา และบ้านของเขาก็สามารถสร้างรายได้กลับมาให้ชุมชนของเขาจากการบริหารจัดการที่เป็นระบบ หาได้เข้ากระเป๋าองค์กรธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงองค์กรเดียว  

แม้นี่จะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีของเมืองเชียงใหม่ของเรา ที่ต่อไปเราจะไม่ทำได้เพียงแสดงออกทาง social media อย่างเดียว หากมีบทบาทในการร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์และพัฒนา ทัศนียภาพหน้าบ้าน ถนน สวนสาธารณะ รวมไปถึงโบราณสถาน พื้นที่ธรรมชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งดอยสุเทพของเรา ที่ปัจจุบันถูกหน่วยงานของภาครัฐคุกคามไปบางส่วน และคนเชียงใหม่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากออกมาประท้วงเพียงวิธีการเดียว