My Chiangmai 30. Apr 18

ริบบิ้นสีเขียวบนข้อมือ และจีวรสีเหลืองรอบต้นไม้: เมื่อชาวเชียงใหม่บวชป่าขอขมาดอยสุเทพแทนผู้พิพากษา

เมื่อคนเชียงใหม่ขอขมาผืนป่าดอยสุเทพแทนท่านผู้พิพากษา

สืบเนื่องจากโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 บนพื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพ ที่ท้ายที่สุดทางตัวแทนศาลฯ ยืนยันจะสร้างโครงการบ้านพักนี้ต่อไปท่ามกลางเสียงคัดค้านของชาวเชียงใหม่ ล่าสุดเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ชาวเชียงใหม่และเครือข่ายภาคประชาชนที่รวมตัวกันในนาม ‘เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ’ หลายร้อยคนได้รวมตัวกันจัดพิธีสืบชะตาและบวชป่า พร้อมกันนี้การเคลื่อนไหวยังยกระดับกดดันให้ภาครัฐรื้อโครงการออกเพื่อคืนพื้นที่ป่าให้ดอยสุเทพสถานเดียว

กิจกรรมเริ่มต้นจากการนัดหมายรวมตัวกันหน้าศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ ถนนเลียบคลองชลประทาน โดยมีขบวนจักรยานของคนเชียงใหม่อีกกลุ่มใหญ่พร้อมใจกันผูกริบบิ้นสีเขียวปั่นจักรยานมาจากบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ตามมาสมทบ และเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณห้วยตึงเฒ่า เชิงดอยสุเทพ ซึ่งมีพื้นที่ป่าติดกับโครงการก่อสร้างบ้านพักศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่เป็นปัญหา

จากนั้นจึงเริ่มมีการผูกสายสิญจน์ ทำพิธีสืบชะตาและบวชป่าในบริเวณดังกล่าว ด้วยการจัดเครื่องบวงสรวงเซ่นไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา พร้อมทั้งประกอบพิธีสงฆ์และทำการบวชป่าด้วยการนำผ้าเหลืองผูกกับต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณพื้นที่ป่า รวมทั้งต้นไม้บริเวณพื้นที่โครงการก่อสร้างบ้านพักศาลด้วย

พิธีบวชป่า เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2531โดยพระครูมานัสนทีพิทักษ์ เจ้าอาวาสวัดโพธาราม อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ชาวบ้านรักและหวงแหนผืนป่าของชุมชน และยังเป็นกิจกรรมเชิงอารยะขัดขืนต่อกลุ่มนายทุนที่ตอนนั้นต้องการสัมปทานป่าอนุรักษ์ของชาวบ้าน… ขอสังเวยเทพารักษ์ เจ้าป่าเจ้าเขา ให้รับรู้และให้มาอยู่ในป่าไม้ ดูแลต้นไม้ หากมีผู้ใดมาตัดไม้ ทำลายป่า ขอให้ผู้นั้นมีอันเป็นไปต่างๆ… (คำอารธนาพิธีบวชป่า)

และเมื่อมองอีกมุมพิธีบวชป่าบนพื้นที่ดอยสุเทพโดยคนเชียงใหม่ยังมีความหมายถึง การที่คนเชียงใหม่ ‘ขอขมา’ เจ้าป่าเจ้าเขาที่ปกปักดูแลผืนป่าศักดิ์สิทธิ์ของคนเชียงใหม่ ‘แทน’ ผู้ที่ถางผืนป่าเพื่อสร้างเป็นโครงการบ้านพักดังกล่าวไปพร้อมกัน

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่ทำลายพื้นที่ป่าของคนเชียงใหม่ หากยังสร้างขวางลำห้วยธรรมชาติ นี่คืออีกต้นเหตุที่สำคัญที่มาทำลายระบบนิเวศ ทำลายระบบชลประทาน ทำลายทัศนียภาพ ทำลายความยั่งยืนของเมืองเชียงใหม่ นี่ไม่ใช่เรื่องแค่ความเชื่อความศรัทธาที่คนเชียงใหม่มีต่อดอยสุเทพ แต่คือผลเสียต่อความยั่งยืนของผืนป่าและผู้คนทั้งเชียงใหม่” รัตนสุข ศรีบุญเรือง ตัวแทนภาคประชาชน กล่าว

นอกจากพิธีกรรม ยังมีการยื่นจดหมายเปิดผนึกยืนยันด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ต้องการเรียกร้องให้มีการคืนพื้นที่ป่าเฉพาะส่วนที่ก่อสร้างบ้านพักยื่นล้ำขึ้นไปทางส่วนบนเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับในส่วนของอาคารสำนักงานและแฟลตที่พัก รวมทั้งโครงการของหน่วยงาน ทั้งนี้เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน เป็นป่าเขตกันชนรอยต่ออุทยานแห่งชาติ และล้ำขึ้นไปจากแนวการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานอื่นๆ อย่างชัดเจน รวมทั้งยังอาจจะเป็นจุดเริ่มของการขยายพื้นที่ใช้ประโยชน์เขตราชพัสดุส่วนที่เป็นป่าดอยสุเทพลุกลามตามมา

“การรื้อถอนนั้นเป็นการสร้างบรรทัดฐานกับสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่อยู่รอบบริเวณเชิงดอย บนดอย ป่า ไม่เฉพาะดอยสุเทพเท่านั้นแต่รวมป่าดอยทั้งหมดทั่วประเทศ บรรทัดฐานเช่นนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรจะยินดีที่ภาคประชาชนตื่นตัวและต่อต้าน แสดงว่าการสร้างจิตสำนึกนั้นได้ผล หมายความว่าเรามาถูกทางกันแล้ว และคงเป็นเรื่องน่าเศร้าใจหากไม่รีบไขว่คว้าบรรทัดฐานนี้ไว้ เพราะจะทำให้เราทำงานเรื่องรักษ์ป่ารักษ์ดอยยากมากขึ้น” รัฐพล วรรณจิตร ตัวแทนภาคประชาชน แสดงความคิดเห็น

ภาพถ่ายโดย Chamnan Chanruang

นอกจากนี้จดหมายเปิดผนึกยังเสนอให้มีการรื้อสิ่งปลูกสร้างออกแล้วฟื้นฟูพื้นที่ป่าตามหลักวิชาการ ขณะที่ในส่วนความกังวลในแง่กฎหมายและงบประมาณที่ใช้ดำเนินการไปตามที่ตัวแทนจากศาลอุทธรณ์ ภาค 5 กล่าวไว้ เครือข่ายภาคประชาชนก็เสนอว่า สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จและส่งมอบงานกันตามสัญญากับผู้รับเหมา จากนั้นให้คืนพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสมต่อไปได้

ขอขอบคุณภาพถ่ายโดยคุณเก็ท ร้านเล่า – เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์
(ที่มาของภาพ: https://www.facebook.com/owlety.narin)