My Chiangmai 25. Oct 19

ชมย่าน อ่านเมือง 02 : ย่านถนนท่าแพ : วัดมหาวัน

ในบ่ายวันหนึ่งผมเดินเตร็ดเตร่บนถนนท่าแพ ถนนสายเศรษฐกิจและถนนที่เป็นเสมือนบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ บ่ายวันนั้นผมเดินเข้าไปในวัดมหาวัน… ถ้าว่ากันตามข้อมูลของการท่องเที่ยว วัดมหาวันตั้งอยู่ระหว่างบริเวณประตูท่าแพชั้นในและชั้นนอก ซึ่งปัจจุบันแนวกำแพงเมืองและประตูเมืองชั้นนอกได้หายไปหมดแล้ว ตามประวัติคาดว่าวัดนี้สร้างในสมัยของพระเจ้ากาวิละเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงกอบกู้เอกราชคืน หลังจากที่เชียงใหม่ตกเมืองเมืองขึ้นของพม่ามายาวนานถึง 200 ปี วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2338 เป็นวัดของนิกายเชียงแสน ศรัทธาวัดส่วนใหญ่เป็นคน ‘บ้านฮ่อม’ ซึ่งมีคนหลากหลายเชื้อชาติทั้งคนเชียงแสนเดิม คนเมือง ม่าน ไทใหญ่ ต่องสู้ และชาวจีน รูปแบบของพระวิหารหลวงสวยงามวิจิตรเป็นศิลปะแบบล้านนา และถัดมาเป็นพระอุโบสถสีขาวสร้างใหม่ศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ อีกทั้งพระเจดีย์สีขาวรูปทรงพม่า-ไทใหญ่ ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนกันสามชั้น… สวยงาม

ด้วยความงดงามของศิลปะสถาปัตยกรรมแบบล้านนาประยุกต์ หรือพม่า-ไทใหญ่ ผมกลับสนใจรูปปั้นของรุกขเทวดาองค์นี้ ที่นั่งอยู่บนขอบของกำแพงวัดมองไปยังถนนท่าแพ นั่งมองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนถนนท่าแพมาตลอด 200 กว่าปี คงตั้งแต่เมื่อเศรษฐกิจของชาวล้านนาเป็นแบบยังชีพ บริเวณหัวถนนท่าแพเคยเป็นกาดที่มาแลกเปลี่ยนสินค้าของพ่อค้าชาวพม่าและไทใหญ่ เชียงใหม่ในสมัยนั้นน่าจะร่มรื่น สงบ ไม่รีบเร่ง ทั้งๆ ที่เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญต่อการพบปะแลกเปลี่ยนสินค้า ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกว่าชาว ‘บ้านฮ่อม’ เป็นชุมชนของชาวไทยวนที่ถูกนำมาจากเชียงแสนในสมัยพระเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.2325-2356) หลักฐานชิ้นสำคัญของการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่เชียงใหม่และตั้งถิ่นฐานในบริเวณถนนท่าแพ นอกจากวัดมหาวันแล้ว วัดที่สำคัญมากอีกวัด คือ วัดบุพพาราม ซึ่งแปลว่าอารามตะวันออก สร้างขึ้นในสมัยของพญาแก้ว กษัตริย์ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.2038-2068) ในปี พ.ศ.2039 เป็นชุมชนชาวมอญ และตามความเชื่อ วัดบุพพารามเป็นวัดที่สำคัญทางทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่หรือเป็นทิศมูลเมือง ซึ่งเหมาะแก่การคมนาคมและค้าขาย

ท่านคงเห็นการเปลี่ยนแปลงจากกาดสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า ความอุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรมที่หลากหลาย แสดงให้เห็นผ่านการมีวัดหลากวัดตั้งอยู่ในถนนเส้นนี้ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของจิตใจของคนในชุมชน ก่อนที่เชียงใหม่จะค่อยๆ กลายเข้าสู่ระบบทุนนิยม สู่ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาล และกลายเป็นจังหวัดไปในที่สุด 

ชุมชนบ้านฮ่อมปัจจุบันนี้ก็เริ่มหายกลายเป็นเกสต์เฮ้าส์ที่ตอบสนองนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ ผมแอบอิจฉาท่านเพราะจากมุมที่ท่านนั่งนั้น น่าจะเป็นมุมที่สวยที่สุดในการมองดูขบวนแห่ ขบวนฟ้อนต่างๆ ที่ต่างอาศัยถนนท่าแพเป็นเส้นทางที่จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่กลางเวียงเพื่อเฉลิมฉลอง แต่ใจอีกใจหนึ่งก็กลับแอบคิดว่า หลายอย่างที่ผ่านตาท่านไป ท่านคงได้แต่เฝ้าดู แต่สำหรับเราแล้ว เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่าเฝ้าดูต่อการเปลี่ยนแปลงของเมืองและชุมชนที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเรา…

เป็นบทเรียนที่ผมได้จากการ ‘ชมย่านอ่านเมือง’ ในบ่ายวันนั้นครับ

เรื่องและภาพ  ผศ.ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์