My Chiangmai 28. Apr 18

คุณจะทำฉันเสียใจกี่ครั้งก็ได้ แต่อย่าทำร้ายดอยสุเทพ

ทบทวนความเคลื่อนไหวภาคประชาชนในการปกป้องผืนป่าดอยสุเทพ

เช้าวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายนที่จะถึงนี้ น่าจะเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เพราะนี่คือ ‘วันประกาศเจตนารมณ์ประชาชน ทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ’ จากการรวมตัวกันของเครือข่ายภาคประชาชน 40 องค์กร ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ เรียกร้องให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 คืนพื้นที่และปรับสภาพของบ้านพักข้าราชการให้เป็นพื้นที่ป่าเหมือนเดิม

นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง หากเป็น ‘จิตสำนึก’ ของคนเชียงใหม่ที่มีต่อดอยสุเทพที่ทุกคนหวงแหน และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนเชียงใหม่ออกมาตื่นตัวกับโครงการที่มีผลกระทบต่อดอยสุเทพ บนเวที ‘ฉันรักดอยสุเทพ’ ณ ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพฯ เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา พัชรินทร์ สุกัณศีล ตัวแทนภาคีคนฮักเจียงใหม่ ได้ไล่เรียงประวัติการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการอนุรักษ์และปกปักษ์ดอยสุเทพเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

นับตั้งแต่ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ชวนชาวเชียงใหม่มาร่วมสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวเมืองในการขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพเมื่อปี พ.ศ. 2477 การร่วมกันสร้างถนนครั้งนั้นเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความร่วมแรงร่วมใจของคนเชียงใหม่อย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่การก่อสร้างถนนที่ได้รับงบประมาณใดๆ จากรัฐ หากเป็นการ ‘ฮอม’ งบประมาณและแรงงานจากภาคประชาชนล้วนๆ กล่าวกันว่ามากเสียจนชาวเชียงใหม่ต้องแบ่งกันขุดทางด้วยจอบ เสียม เพียงคนละศอกละคืบเท่านั้น ถนนแล้วเสร็จใช้เวลาเพียง 5 เดือน กับ 22 วัน ระยะทาง 11 กิโลเมตร

‘ถนนศรีวิชัย’ ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478 ไม่เพียงเป็นถนนที่ทำให้คนเชียงใหม่สามารถขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพได้สะดวกสบายเท่านั้น หากยังเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ เสริมสร้างเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ต่อมา รวมทั้งเป็นถนนที่เชื่อมต่อให้คนเชียงใหม่เข้าถึงธรรมชาติซึ่งยังผลให้เกิดการออกราชกิจจานุเบกษาหลายฉบับเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ อาทิ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 66 ในปี พ.ศ. 2492 ที่ประกาศให้ป่าดอยสุเทพเป็นป่าหวงห้าม เล่มที่ 81 ในปี พ.ศ. 2507 ประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติปี พ.ศ. 2507 และเล่มที่ 98 ลงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2524 ประกาศให้ป่าสงวนแห่งชาติดอยสุเทพเป็นอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 161.06 ตารางกิโลเมตร (และขยายเป็น 261.06 ตารางกิโลเมตร ในปีต่อมา)

ตลอดช่วงต้นทศวรรษ 2500 ไปจนถึงปี พ.ศ. 2528 ได้มีภาคเอกชนบางส่วนร่วมกับภาครัฐเสนอให้มีการก่อสร้างกระเช้าขึ้นดอยสุเทพหลายต่อหลายครั้ง หากทุกครั้งก็มีการต่อต้านโดยภาคประชาชนมาตลอด จนนำมาสู่ ‘ชมรมเพื่อเชียงใหม่’ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคณาจารย์และนักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (นำโดยอาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ) เพื่อเรียกร้องให้เกิดการทบทวนโครงการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม ประเพณี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งนี่ถือเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อมกลุ่มแรกๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเมืองเชียงใหม่

เช่นเดียวกับในช่วงปี พ.ศ. 2545-2547 ที่โครงการกระเช้าขึ้นดอยสุเทพถูกคณะรัฐมนตรีในยุคนั้นนำกลับมาปัดฝุ่นนำเสนอใหม่อีกครั้ง พร้อมกับโครงการจัดตั้งสวนสัตว์กลางคืนบริเวณเชิงดอยสุเทพฝั่งทิศใต้ ซึ่งครั้งนั้นโครงการกระเช้าขึ้นดอยฯ ได้ถูกปัดให้ตกไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการรวมตัวกันของประชาชนหลากหลายอาชีพในรูปพหุภาคี เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ด้านต่างๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดภายใต้ชื่อ ‘ภาคีคนฮักเจียงใหม่’ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2548 ก่อนที่ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2551 ได้มีการรวมตัวกันของภาคประชาชนที่ทำงานด้านการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรมของพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โดยเฉพาะในนาม ‘ชมรมเพื่อดอยสุเทพ’

ระหว่างปี 2550 ถึงปัจจุบัน มีโครงการหรือกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ดอยสุเทพอยู่บ้าง หากก็ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีจากเครือข่ายภาคประชาชนและภาครัฐมาโดยตลอด หากไม่มีครั้งไหนมีผลกระทบรุนแรงเท่ากับเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่เมื่อคืนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ที่เกิดขึ้นบริเวณขุนช่างเคี่ยนใกล้กับศูนย์พุทธรรมและค่ายลูกเสือ (ฝั่งทิศตะวันออกของดอยสุเทพ) กินพื้นที่กว่า 70 ไร่ แต่เหตุการณ์ไฟป่าครั้งนั้นก็ทำให้คนเชียงใหม่ออกมารวมตัวกันเฝ้าระวังและระดมความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดับไฟป่า จนสามารถควบคุมเพลิงไม่ให้รุกรานภายในค่ำคืนนั้น และนำมาสู่การฟื้นฟูสภาพป่าได้ในที่สุด

โครงการบ้านพักศาลอุทธรณ์ ภาค 5 บนพื้นที่ 147 ไร่ ที่ถางผืนป่าเชิงดอยสุเทพออกไปอย่างเด่นชัด ปลุกกระแสชาวเชียงใหม่ให้ออกมาต่อต้านตั้งแต่ครั้งแรกๆ แล้ว เมื่อมีกลุ่มนักจักรยานเสือภูเขาที่ใช้เส้นทางดอยสุเทพได้เห็นว่ามีเครื่องจักรกำลังถางพื้นที่ป่า ส่งผลให้ ธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ประธานชมรมร่มบินเชียงใหม่ ทำหนังสือถึง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย ให้มาตรวจสอบ และมีกลุ่มคนเชียงใหม่ทำหนังสือขอคัดค้านไปยังอธิบดีกรมธนารักษ์ในปี พ.ศ. 2558 หากด้วยพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ภูเขาที่อยู่สูงและมีพื้นที่ป่าบดบัง ชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นไปในบริเวณก่อสร้าง ไม่สามารถมองเห็นการก่อสร้าง กลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านจึงยังมีไม่มาก

กระทั่งการก่อสร้างที่ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องมีการตัดไม้เป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนที่เดินทางทางอากาศเห็นภาพพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายชัดเจน แตกต่างจากพื้นที่ป่าเดิมโดยรอบ เห็นเป็นรูปทรงบัานเดี่ยวขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาพถ่ายผ่านหน้าต่างเครื่องบินของนายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ในโซเชียลมีเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2559 ทำให้เกิดการแชร์ภาพต่อกันจนนำมาสู่การออกมาเรียกร้องครั้งใหญ่ใน พ.ศ. ปัจจุบันได้ในที่สุด (อ่านที่มาที่ไปว่าทำไมคนเชียงใหม่ไม่ออกมาคัดค้านแต่แรกได้ที่ https://www.facebook.com/Joule1971/posts/2075943879101330)

เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. 2561 เป็นช่วงที่กระแสการคัดค้านบ้านพักดอยสุเทพของชาวเชียงใหม่ร้อนแรงที่สุด เริ่มตั้งแต่การใช้ ‘ริบบิ้นสีเขียว’ เป็นสัญลักษณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับบ้านพักศาล และมีการผูกริบบิ้นแสดงพลังอย่างแพร่หลาย รวมทั้งกิจกรรมการบวชป่า ขอขมาป่าในพื้นที่ การเขียนบทความ บทเพลง งานศิลปะ และงานออกแบบที่เรียกร้องให้มีการยับยั้งและรื้อถอนบ้านพักศาล โดยกลุ่มศิลปิน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม และภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง

และวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายนนี้ จะเป็นอีกวันที่ชาวเชียงใหม่ในทุกภาคส่วนจะออกมาแสดงพลังปกป้องภูเขาและแหล่งธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของเมืองเมืองนี้ เพราะนี่ไม่ใช่ ‘การเมือง’ หากเป็นการเคลื่อนไหวที่ออกมาจาก ‘จิตสำนึก’ ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลและรูปประกอบจาก
– ภาคีคนฮักเจียงใหม่
– The North องศาเหนือ
– Facebook: ทนง ทองภูเบศร์
– Facebook: Aracha Boon-Long
– Facebook: Pharadon Phonamnuai
– Facebook: ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ