My Chiangmai 15. Mar 18

การชิงเผา แก้ไฟป่าด้วยการเผา และแก้หมอกควันด้วยความหลากหลาย

ล่วงเข้าสู่เดือนมีนาคม ฤดูกาลที่คนเชียงใหม่หลายคนล้วนส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย เพราะไม่เพียงจะเป็นการเริ่มต้นฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ หากทุกคนก็ทราบกันดีว่าปัญหาหมอกควันอันเป็นปัญหาเรื้อรังของเชียงใหม่ได้กลับมาอีกครั้ง

หมอกควันไม่เพียงนำมาซึ่งมลภาวะปกคลุมท้องฟ้า หากยังนำมาพร้อมกับความขุ่นข้องที่หลายฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบสิ้นว่าใครเป็นต้นเหตุ คนในเมืองโทษชาวดอยว่าเป็นคนเผาขยะและผืนป่า คนบนดอยก็โทษกลับมาว่าเพราะรถราและควันดำภายในเมืองนี่แหละ ยังไม่นับรวมเกษตรกรที่ทำไร่เลื่อนลอยอันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเผา ไม่ว่าความผิดจะเป็นฝ่ายไหน การสร้างมลภาวะจากเครื่องยนต์และการเผาก็ล้วนเป็นต้นเหตุของความเรื้อรังที่เราประสบอยู่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระนั้นก็ดีการบังคับไม่ให้มีการเผาป่าเลยก็อาจไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศที่ยั่งยืนเสมอไป มานพ คีรีภูวดล จากเครือข่ายมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) เล่าให้เราฟังว่าการจัดการพื้นที่เชื้อเพลิงอันเป็นสาเหตุให้เกิดไฟป่า (อันนำมาซึ่งปัญหาหมอกควัน) สามารถทำได้ด้วยการเผา

“เราจำเป็นต้องชิงเผาป่าก่อนเพื่อไม่ให้ใบไม้แห้งที่กองสะสมอยู่บนผืนป่ามากไปกว่านี้จนถึงจุดที่ไม่อาจดับไฟได้” มานพ เล่าให้เราฟังถึงวิธีการจัดการไฟป่าที่รู้จักกันในชื่อ ‘ชิงเผา’ การชิงเผามักจะทำกับพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าผสมที่มีความแห้งแล้ง และมีการทับถมกันของใบไม้แห้งเป็นชั้นๆ ซึ่งน้ำมันในเปลือกไม้เหล่านั้น และด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง จึงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้อันก่อให้เกิดไฟป่ารุนแรง  

“คนเมืองส่วนหนึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือชาวบ้านต้องเผาป่าบางส่วน จึงจำเป็นต้องชี้แจงครับ เราจะมีการเผาพื้นที่ป่าเต็งรังที่มีใบไม้แห้งกองสุมกันมากๆ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีความกดอากาศมากนัก เวลาเผาป่าลมก็จะพัดขึ้นข้างบน ฝุ่นควันก็ไม่หนาแน่น เราควบคุมได้ แต่พอล่วงเข้ามีนาคม-เมษายน เราจะไม่เผาเด็ดขาด เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีลม เผาที่ฝุ่นควันก็ถูกอากาศกดลงมาไม่ไปไหน ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดปัญหาหมอกควัน”  

นอกจากนี้ ดร.วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสริมประเด็นที่มานพได้กล่าวไว้ 

 “ป่าที่มีวิวัฒนาการกับไฟอย่างป่าเต็งรัง บริบทการเกิดไฟป่าของมันก็คือเป็นไฟเล็กๆเกิดบ่อยๆ ไฟประเภทนี้เวลาเกิดขึ้นมาแล้ว เจ้าหน้าที่ไฟป่าหรือชาวบ้านเขาก็ไปไล่ดับกันได้ จึงไม่ค่อยสร้างความเสียหายมากเท่าไหร่ แต่พอไปทำ Zero Burning ขึ้นมา สิ่งที่ชาวบ้านเขาเจอกันคือไฟที่รุนแรงซึ่งมันจะดับยาก และสร้างความเสียหายขึ้นมา อย่างหลายๆ ที่ เช่น กรณีพ่อหลวงบุญตัน บ้านแม่กลางหลวง อำเภอจอมทอง ก็เริ่มมีประสบการณ์รู้แล้วว่า ถ้า Zero Burning มากเกินไปผลเสียมันมากกว่าผลดี ทีนี้หากเราจะมาพูดถึงทางออกในการแก้ปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นในป่าเต็งรังในสถานการณ์ของวันนี้ วิธีก็คือ เราต้องมาช่วยกันป้องกันไฟป่า

แต่คำว่า ป้องกันไฟป่า โดยตัวมันแล้ว มันกลับมีปัญหาโดยตัวมันเอง เพราะพอพูดว่าป้องกันไฟป่า ทุกคนจะคิดเหมือนกันว่า เราต้องไปช่วยไล่ดับไฟให้หมดให้จงได้ ต้องไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว

ความหมายของคำว่าป้องกันไฟป่า มันคือการทำให้ไฟที่อาจจะเกิดขึ้นมีความรุนแรงต่ำ ดับง่าย แล้วก็สร้างความเสียหายน้อย ซึ่งจะเห็นว่าความหมายจริงๆ ของมันไม่ใช่การไล่ดับไฟ” 


ภาพจาก www.greenpeace.org 

ควบคู่ไปกับการควบคุมเชื้อเพลิงจากผืนป่า อีกวิธีการหนึ่งในการจัดการไฟป่าและปัญหาหมอกควันได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการจัดการพื้นที่ทางการเกษตรและการปลูกพืชหมุนเวียนที่ช่วยลดการเผาให้ได้มากที่สุด ในเรื่องนี้ วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ แนะนำข้อดีของการเกษตรเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นโมเดลที่น่านำมาทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอันนำมาสู่การถางและเผาป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน  

“เกษตรเชิงนิเวศให้ความสำคัญกับการเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ เน้นระบบการจัดการความหลากหลายของพืช แนวทางนี้ไม่มุ่งเน้นการขยายพื้นที่การเกษตรเพื่อผลผลิต ตรงกันข้าม เกษตรเชิงนิเวศจะรักษาผืนป่าด้านบนของภูเขาและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากพื้นที่ที่อยู่ต่ำลงมา ตัวอย่างที่มีอยู่แล้วในภาคเหนือคือการปลูกกาแฟใต้ไม้ใหญ่ แนวทางอันยั่งยืนนี้จะไม่เผาตอซังแต่จะนำวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างหลากหลาย เช่น ทำปุ๋ยหมัก คลุมดิน เป็นต้น”

ในปัจจุบันเริ่มมีการปรับใช้โมเดลการปลูกเกษตรเชิงนิเวศที่อำเภอแม่แจ่มอันเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดหลักของเชียงใหม่ และประสบความสำเร็จค่อนข้างดีไปหลายโครงการแล้ว บทความหน้าผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังครับ